เมย์ รัชนก พลิกแซงเชือดสาวมาเลเซียสุดมันส์ทะลุรอบ 16 คนขนไก่โอลิมปิก

เมย์ รัชนก อินทนนท์ แซงกลับมาเอาชนะ โซเนีย เชี๊ยะ มือวางอันดับ 18 จากมาเลเซีย ไปได้ชนิดใจหายใจคว่ำ 2-1 เซต พร้อมกับ ผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย หญิงเดี่ยวแบดมินตันโอลิมปิกเกมส์ไปได้สำเร็จ

 

การแข่งขันแบดมินตันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่สนามมูซาชิโนะ ฟอเรสต์ สปอร์ต พลาซ่า ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันพุธที่ 28 ก.ค.64 เป็นการแข่งขันในรองแบ่งกลุ่ม โดยมีนักแบดมินตันไทยลงสนาม 2 คน

ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่มเอ็น  “เมย์” รัชนก อินทนนท์ มือวางอันดับ 5 ของรายการ พบกับ โซเนีย เชี๊ยะ มือวางอันดับ 18 จากมาเลเซีย  สำหรับสถิติการพบกันของทั้งคู่ 4 ครั้ง เป็นเมย์ รัชนกเป็นฝ่ายชนะมาได้ทั้งหมด ครั้งล่าสุดที่พบกับในศึกออล อิงแลนด์ 2020 เป็น เมย์ รัชนก อินทนนท์ เอาชนะมาได้ 2-0 เกม

เกมแรก โซเนีย เชี๊ยะ ออกสตาร์ตได้ดีกว่าขึ้นนำ 5-3 จากนั้นเมย์ รัชนก มารัวทำแต้มเป็นชุดจนแซงนำ 8-6 เกมกลับมาสนุกอีกครั้งแต่เมย์ รัชนก มานำในครึ่งเกมแรกก่อนที่ 11-10 เกมออกมาสนุกมากขึ้นแต่เป็นโซเนีย เชี๊ยะ ที่สามารถมาพลิกสถานการณ์มาได้ในเกมแรก 21-19

เกมสอง เมย์ รัชนก กลับมาออกสตาร์ตได้ยอดเยี่ยมขึ้นนำ 4-0 เกมยังเป็นของเมย์ รัชนก ที่เปิดบุกใส่ได้เป็นเรื่อยๆ ขึ้นนำ 8-0 เมย์ รัชนก มาตีเสียเอง 4 คะแนนติดทำให้ โซเนีย เชี๊ยะไล่ขึ้นมาเป็น 4-8 แล้วเมย์ รัชนก มานำในครึ่งเกมสองที่ 11-10 แล้วโซเนีย เชี๊ยะมาพลิกสถานการณ์นำได้ที่ 12-11 เกมนั้นพลิกไปพลิกมาตลอดเมย์ รัชนก ชิงจังหวะได้บ้างเล่นลูกที่เด็ดขาดกว่าขึ้นนำ 15-12 จากนั้น โซเนีย เชี๊ยะ มาฮึดเกมบุกบ้างตามตีเสมอได้สำเร็จที่ 16-16 แล้วเมย์ รัชนก เร่งเครื่องปิดเกมสามได้ที่ 21-18 เสมอกัน 1-1 เกม

เกมตัดสิน เมย์ รัชนก ยังเปิดเกมบุกใส่ตั้งแต่ต้นๆ นำห่าง 8-3 จากนั้น เมย์ รัชนกมารัวเกมบุกเป็นชุดนำในครึ่งเกมสามที่ 11-4 เกมเป็นของ เมย์ รัชนก เล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้นนำห่างเป็น 17-7 จากนั้น เมย์ รัชนก เริ่มกลับมาตีเสียเอง 2 คะแนนติดทำให้ไล่มาเป็น 9-17  สุดท้ายเป็นเมย์ รัชนก มาปิดเกมที่สามได้ที่ 21-10 ทำให้เมย์ เอาชนะไปได้ 2-1 เกม

เมย์ รัชนก เก็บชัยชนะแมตช์นี้ได้สำเร็จและ ผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม เอ็น  โดยจะเข้าไปพบกับ เกรเลอเลีย มาริสก้า ทุนจุง มือวางอันดับ 14 จากอินโดนีเซีย ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ก.ค.64 นี้

ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่นๆที่น่าสนใจ ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่ม แอล อกาเนะ ยามากูชิ มือวางอันดับ 4 จากญี่ปุ่น ชนะ คริสตี้ กิลมอร์ มือวางอันดับ 17 จากสหราชอาณาจักร  21-19,21-18
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่ม พี ไต้ จื่ออิง มือวางอันดับ 1 จากไต้หวัน ชนะ ฉี ซู่เฟย มือวางอันดับ 21 จากฝรั่งเศส  21-10,21-13
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่ม เค คิม กาอึน มือวางอันดับ 12 จากเกาหลีใต้ ชนะ เหยา เจียมิน มือวางอันดับ 16 จากสิงคโปร์ 21-13, 21-14
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่ม เอ็ม เกรเลอเลีย มาริสก้า ทุนจุง มือวางอันดับ 14 จากอินโดนีเซีย ชนะ เลียนเน่ ทราน มือวางอันดับ 23 จากเบลเยียม 21-11,21-17
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่ม ไอ เมียร์ บลิทเฟลท์ มือวางอันดับ 13 จากเดนมาร์ก  ชนะ ลินดา เซตเทียรี่ มือวางอันดับ 30 จากบัลแกเรีย 21-10,21-13
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่ม อี โนโซมิ โอกูฮาระ มือวางอันดับ 3 จากญี่ปุ่น ชนะ อีฟเกนิย่า โคเซ็ทกาย่า มือวางอันดับ 15 จากอาร์โอซี 21-6,21-16
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่มเอช จาง ไบเหวิน มือวางอันดับ 11 จากสหรัฐ ชนะ ฟาเบียนา ซิลวา มือวางอันดับ 31 จากบราซิล 21-9,21-10
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่มจี เหอ บิงเจียว มือวางอันดับ 8 จากจีน  โซรายา อากายฮาเจียกา มือวางอันดับ 43 จากอิหร่าน 21-11,21-3
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่มเจ พี.วี.สินธุ มือวางอันดับ 6 จากอินเดีย ชนะ ชุน กานยี่ มือวางอันดับ 20 จากฮ่องกง 21-9,21-16
ประเภทหญิงเดี่ยว กลุ่มเอ เฉิน ยู่เฟย มือวางอันดับ 1 จากจีน ชนะ เนสลีฮาน ยิกิต มือวางอันดับ 19 จากตุรกี 21-14-21-9

 

ดาวยิงหน้าหวาน ‘น้ำตาล’ วิลาสินี เจ้าหญิงไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติไทย

‘กีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง’ อาจดูไม่เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราสักเท่าไร แต่ก็ยังมีผู้ที่ให้ความสนใจในกีฬาประเภทนี้อยู่ไม่น้อย ซึ่ง ‘วิลาสินี รัตนนัย’ อดีตแชมป์สปีดสเกตบนลานน้ำแข็งคือหนึ่งในนั้น เธอฝึกฝนจนติดทีมชาติ เป็นกองหน้าขาลุยที่สื่อกีฬาพากันตั้งฉายาให้เธอว่า ‘เจ้าหญิงน้ำแข็ง’ ของเมืองไทย

 

‘น้ำตาล’ วิลาสินี รัตนนัย เด็กสาวจากจังหวัดพะเยา เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวงด้วยวัยเพียง 15 ปี และที่นี่ก็เปลี่ยนชีวิตเธอ ได้ทำงาน มีเงินไปเรียนอย่างที่ตั้งใจ และเธอยังได้รู้จักไอซ์สเกตอีกด้วย

ครั้งแรกที่น้ำตาลได้เล่นไอซ์สเกตมาพร้อมความรู้สึก ‘ไม่ชอบ’ และเมื่อเธอได้เล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้จักกับกีฬาสปีดสเกต หรือการวิ่งแข่งบนลานน้ำแข็ง และให้ความสนใจในกีฬาประเภทนี้ ซึ่งถือว่าเธอจะเริ่มต้นช้ากว่านักกีฬาคนอื่นๆ แต่ด้วยความตั้งใจและความบ้าพลัง ทำให้เธอสามารถติดทีมชาติไทย และได้แชมป์สปีดสเกตบนลานน้ำแข็ง แต่เธอก็อยู่กับสปีดสเกตได้ไม่นานนัก รับใช้ชาติไป 2-3 แมตช์ ก็ป่วยด้วยโรค ‘ไทรอยด์เป็นพิษ’ ต้องหยุดแข่งเพื่อพักรักษาตัว และกลับสู่เส้นทางสายน้ำแข็งอีกครั้งในฐานะ ‘โค้ชพื้นฐานสเกตมืออาชีพ’

 โค้ชน้ำตาลวัย 18 ปี ที่เห็นการซ้อมของทีมฮอกกี้หญิงในวันหนึ่ง ทำให้เธอฝันถึงการได้เล่นไอซ์ฮอกกี้มาตลอด พยายามเก็บเงินจากการเป็นโค้ชสเกต เพื่อไปซื้ออุปกรณ์สำหรับเล่นไอซ์ฮอกกี้ และขอตามติดไปลองร่วมซ้อมกับบรรดานักกีฬา จนได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีม ‘นาคราช’ แข่งในฐานะทีมผสม และด้วยมีความเร็วที่ยืนพื้นแน่นมาตั้งแต่ครั้งที่เป็นนักกีฬาสปีดสเกตทีมชาติ จึงถูกเลือกให้ลงเล่นตำแหน่งกองหน้า ในแมตช์แรกของเธอ ซึ่งจัดขึ้นที่เชียงใหม่

หลังจากเป็นนักกีฬาเต็มตัวกับทีมฮอกกี้ทีมแรกในชีวิต น้ำตาลก็ตัดสินใจลองไปคัดเข้า ‘ทีมชาติ’ และในที่สุดชื่อ ‘วิลาสินี รัตนนัย’ ก็อยู่ในลิสต์นักกีฬาไอซ์ฮอกกี้หญิงทีมชาติไทย

ครั้งแรกที่รับใช้ทีมชาติ เธอพบกับไต้หวัน ในรายการ IIHF Women’s Challenge Cup of Asia 2016 ซึ่งได้รองแชมป์กลับบ้านมาด้วย แม้เธอจะยิงประตูไม่ได้เลยก็ตาม หลังจากนั้นเธอก็ได้รับใช้ชาติอีกครั้งใน IIHF Women’s Challenge Cup of Asia 2018 ซึ่งครั้งนี้ดาวยิงหน้าหวาน ที่มีการเล่นดุดัน เน้นยิงเร็ว ขัดกับหน้าตาทำได้หลายประตู และสามารถคว้าเหรียญทองแดงมาได้

​ปีพ.ศ. 2562 ‘น้ำตาล’ กองหน้าขาลุยร่วมทัพ ‘ไอซ์ฮอกกี้หญิง’ สู้ศึกชิงชนะเลิศแห่งเอเชียชุดสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์เอเชียครั้งแรก หลังก่อตั้งทีมได้ 7 ปี ในรายการ IIHF Ice Hockey Women’s Challenge Cup Of Asia 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ถึงแม้ว่าจะเป็นคนดังมีชื่อเสียงและมีแฟนคลับมากมาย แต่ ‘วิลาสินี รัตนนัย’ นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งทีมชาติไทย ก็ยังคงใช้ชีวิตติดดิน ไม่ทำตัวฟุ่มเฟือย แถมยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เปิดรับบริจาคหาเงินช่วยโรงทานวัดลาดพร้าว และน้องสุนัขบ้านป้าปุ๊ และทุกปี เธอจะเลี้ยงอาหารกลางวันบ้านเด็กกำพร้า นอกจากนี้ยังเป็นนางฟ้าใจบุญร่วมสร้างกุศลทำทานทุกครั้งที่มีโอกาสด้วย

    โปรไฟล์

ชื่อ-สกุล : วิลาสินี รัตนนัย

ชื่อเล่น : น้ำตาล

เกิด : 20 พฤศจิกายน 2538 (พะเยา)

ประเภทกีฬา : ไอซ์ฮอกกี้

ผลงาน :

– แชมป์สปีดสเกตบนลานน้ำแข็ง

– พ.ศ. 2559 รองแชมป์ IIHF Women’s Challenge Cup of Asia 2016 (ไต้หวัน)

– พ.ศ. 2561 เหรียญทองแดง IIHF Women’s Challenge Cup of Asia  2018 (มาเลเซีย)

– พ.ศ. 2562 แชมป์ IIHF Ice Hockey Women’s Challenge Cup of Asia 2019 (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)

“บาส-ปอป้อ” พลาดท่าพ่ายคู่อังกฤษเข้าแต่ก็เข้ารอบเป็นรองแชมป์กลุ่ม

“บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คู่มือวางอันดับ 3 ของรายการ พลาดท่าพ่ายให้กับ มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ คู่มือวางอันดับ 8 จากสหราชอาณาจักรไป 0-2 เกม แต่ก็สามารถเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม B

การแข่งขันแบดมินตันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่สนามมูซาชิโนะ ฟอเรสต์ สปอร์ต พลาซ่า ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ก.ค.64 เป็นการแข่งขันในรองแบ่งกลุ่ม

ประเภทคู่ผสม กลุ่ม B แมตช์สุดท้าย “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ  “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย มือวางอันดับ 3 ของรายการ พบกับ มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ คู่มือวางอันดับ 8 จากสหราชอาณาจักร สำหรับสถิติการพบกันมาทั้งหมด 4 ครั้ง เป็นบาส กับ ปอป้อ เอาชนะไปได้ทั้งหมด โดยครั้งล่าสุดที่พบกันในรายการเวิลด์ทัวร์ ไฟนอล 2020 ที่เมืองไทยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นบาส กับ ปอป้อ เอาชนะไปได้ 2-0 เกม

เกมแรก ทั้งคู่ออกสตาร์ตได้อย่างสนุกเสมอกัน 3-3 จากนั้นคู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ ดักจังหวะสองไว้ได้ดีแซงนำที่ 7-4 คู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธสามารถรับได้อย่างดีแล้วขึ้นนำในครึ่งเกมแรกที่ 11-5 ครึ่งเกมหลังคู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ ยังเล่นได่อย่างยอดเยี่ยมนำห่าง 14-6 ในช่วงปลายเกมแรกคู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ คุมเกมไว้ไดอย่างดีนำห่าง 18-11 แล้วคู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ มาปิดเกมแรกได้ก่อนที่ 21-12 ขึ้นนำ 1-0 เกม

เกมสอง คู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ ใช้ความเร็วเล่นหน้าเน็ตและลูกตบที่เฉียบขาดขึ้นนำ 3-1 คู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ ยังรอจังหวะเก็บตกแล้วฉวยโอกาสเข้าทำแต้มได้ดีขึ้นนำ 9-6 คู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธมานำในครึ่งเกมสองได้ที่ 11-7 ครึ่งเกมหลังคู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ ยังเล่นด้วยความเหนียวแน่นแล้วรอจังหวะตบที่เด็ดขาดขึ้นนำ 14-11 แล้วบาส กับ ปอป้อสามารถฮึดทำแต้มได้อย่างต่อเนื่องตามตีเสมอได้ที่ 14-14 แล้วบาส กับ ปอป้อ แย็บหน้าเน็ตใสจังหวะแรกแล้วสามารถขึ้นนำได้เป็นครั้งแรกในแมตช์นี้ที่ 17-16 ในช่วงปลายเกมสอง คู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ สามารถชิงจังหวะได้เปรียบกว่าทำให้ปิดเกมที่สองไปที่ 21-19 ใช้เวลาแข่งขัน 46 นาที  ทำให้ คู่มาร์คัส เอลลิส กับ ลอว์เรน สมิธ เอาชนะไปได้ 2-0 เกม เข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์ของกลุ่ม B ด้วยสถิติชนะ 3 แมตช์รวด ขณะที่ “บาส” เดชาพล กับ  “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี เข้ารอบเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มนี้ สถิติชนะ 2 แพ้ 1

หวดกันมันส์จนลืมแก่!ตำนานเรอัลมาดริดเชือดบาร์เซโลน่าที่อิสราเอล

ฟาดแข้งกันดุเดือดเลยทีเดียว สำหรับศึก “เอล กลาซิโก” รุ่นใหญ่ ที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของตำนาน เรอัล มาดริด แต่เกมนี้่ โรนัลดินโญ่ เด่นสุดๆ โชว์พลิ้วจนลืมไปว่ารีไทร์ไปแล้ว ส่วน รูเบน เด ลา เร้ด กดประตูชัยให้ “ราชันชุดขาว” แบบสุดสวย

เกมการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษระหว่าง ตำนาน เรอัล มาดริด กับ ตำนาน บาร์เซโลน่า ที่สนาม บลูมฟิลด์ สเตเดี้ยม กรุงเทล อาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อคืนวันอังคารที่ 20 กรกฏาคม จบลงด้วยชัยชนะของฝั่ง “ราชันชุดขาว” ที่สกอร์ 3-2

ถือเป็นเกมที่อุดมไปด้วยตำนานชื่อก้องโลก ซึ่ง เรอัล มาดริด นำทัพโดย โรแบร์โต้ คาร์ลอส (กัปตันทีม), หลุยส์ ฟิโก้, อัลฟอนโซ่ เปเรซ, อีบัน กัมโป้ และ รูเบน เด ลา เร้ด ที่แขวนเกือกตั้งแต่อายุ 25 ปี (เมื่อปี 2010) เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ส่วนทางฝั่ง บาร์เซโลน่า มี โรนัลดินโญ่, ริวัลโด้ (กัปตันทีม), เดโก้, ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า และ กาอิซก้า เมนดิเอต้า

แมตช์นี้แข่งขันครึ่งละ 40 นาที โดย บาร์เซโลน่า เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 28 จาก โรนัลดินโญ่ ที่สังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาด และจบครึ่งแรกด้วยการที่ บาร์ซ่า มีสกอร์นำหนึ่งลูก

ช่วงครึ่งหลังนาทีที่ 42 เปโดร มูนิติส ยิงให้ เรอัล มาดริด ตีเสมอเป็น 1-1 และหลังจากนั้นแค่ 2 นาที “ราชันชุดขาว” พลิกขึ้นนำ 2-1 จากการยิงท่ายากของ อัลฟอนโซ่ เปเรซ กระนั้นนาทีที่ 59 บาร์เซโลน่า ไล่เจ๊าเป็น 2-2 จากการยิงของ ฟรานเชสโก้ โคโค่ อดีตฟูลแบ็กทีมชาติอิตาลี อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 70 เรอัล มาดริด ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 3-2 จากการลุยเข้าไปสังหารอย่างสุดสวยของ รูเบน เด ลา เร้ด ก่อนจบเกมด้วยชัยชนะสกอร์ดังกล่าว

สำหรับแมตช์นี้มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมเกือบเต็มความจุ 29,400 ที่นั่ง ของสนาม บลูมฟิลด์ สเตเดี้ยม

แข้งดังแต่ฟอร์มดับ!ทีมยอดแย่ ยูโร 2020

ทีมยอดแย่ประจำทัวร์นาเมนต์ ยูโร 2020 ประกอบไปด้วยบรรดาผู้เล่นระดับสตาร์ดังหลายคน บางรายทำผลงานได้ดีเลิศกับสโมสร แต่กับรายการนี้กลับฟอร์มดับ ไม่สามารถทำผลงานได้ประทับใจ

1.ผู้รักษาประตู : มานูเอล นอยเออร์ (เยอรมนี)

ไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยสักนัด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นแนวรับของ “อินทรีเหล็ก” ที่ไม่เหนียวแน่นเหมือนก่อน 4 เกมโดนเจาะประตูไป 7 ลูก

 2.กองหลัง : แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ (ฝรั่งเศส)

แบ็กเลือดน้ำหอมที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2018 แต่มารายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป มาตรฐานที่ ปาวาร์ เคยทำไว้ตกลงอย่างชัดเจน

3.กองหลัง : รูเบน ดิอาส (โปรตุเกส)

เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ พรีเมียร์ลีก แต่ฟอร์มในเกมทีมชาติสำหรับรายการนี้ ดิอาส ไม่สามารถดึงฟอร์มเก่งจากที่เล่นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้

4.กองหลัง : มัทไตจ์ส เดอ ลิกต์ (เนเธอร์แลนด์)
    จุดด่างพร้อยคือนัดเจอกับ สาธารณรัฐเช็ก ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยที่ เดอ ลิกต์ โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เนเธอร์แลนด์ จอดป้ายแค่รอบนี้
5.กองหลัง : เนลซอน เซเมโด้ (โปรตุเกส)
    เกมกับ เยอรมนี โดนเจาะจนเป็นบ่อน้ำมัน เรื่องเกมรับไม่สามารถช่วยทีมได้เลย 
6.กองกลาง : ฮาคาน ชาลาโนกลู (ตุรกี)
    ตุรกี ถูกคาดหวังว่าจะเป็นม้ามือในรายการนี้ แต่ตลอด 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาไม่สามารถสร้างผลงานน่าประทับใจได้เลย โดยในรายของ ชาลาโนกลู ก็ไม่สามารถปั้นเกมได้ดั่งที่ทำไว้กับ เอซี มิลาน
 7.กองกลาง : บรูโน่ แฟร์นันด์ส (โปรตุเกส)
    เป็นอีกหนึ่งแข้งที่ฟอร์มกับสโมสรโดดเด่นสุดๆ และเป็นอีกหนึ่งตัวความหวังของทีมชาติ อย่างไรก็ตาม บรูโน่ แทบเล่นไม่ออกเลยสักนัดจนกระทั่งถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง
8.กองกลาง : เอแด็น อาซาร์ (เบลเยี่ยม)
    เจออาการบาดเจ็บเล่นงาน ช่วงแรกไม่ได้ถูกส่งเป็นตัวจริง และพอได้โอกาสก็มีอาการบาดเจ็บ ถึงตอนนี้ อาซาร์ ไม่ใช่ตัวความหวังของ เบลเยี่ยม อีกต่อไปแล้ว
9.กองหน้า : แซร์จ นาบรี้ (เยอรมนี)
    โยอาคิม เลิฟ ไว้ใจให้แข้งจาก บาเยิร์น มิวนิค รายนี้ยืนเป็นตัวล่าสกอร์ แต่จนแล้วจนรอด นาบรี้ ก็ไม่สามารถตอบแทนความไว้ใจได้ โดยไม่มีประตูมาฝากแม้แต่ลูกเดียว
10. กองหน้า : บูรัค ยิลมาซ (ตุรกี)
    ฟอร์มกับสโมสร ยิลมาซ ยิงระเบิดจนพา ลีลล์ คว้าแชมป์ลีกเอิง และแน่นอนการมาเล่น ยูโร รอบสุดท้ายครั้งนี้ เขาคือความหวังของ ตุรกี แม้อายุอานามล่วงเลยไป 35 ปี
    อย่างไรก็ตาม จากโอกาสส่องไก 9 ครั้งของเขา ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้เลยสักครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยิลมาซ ไม่ได้มีคนมาสนับสนุนที่ดีสักเท่าไหร่
11.กองหน้า : คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ (ฝรั่งเศส)
    ตัวเต็งคว้าดาวซัลโว, ตัวเต็งแข้งยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ได้ใกล้เคียงที่จะเป็นแบบที่กล่าวมาเลย 
    ดาวยิง เปแอสเช จบทัวร์นาเมนต์ด้วยการทำประตูไม่ได้เลย แถมช่วงยิงจุดโทษ เขาก็ยิงพลาดจน ฝรั่งเศส ไปได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

เก็บตกประเด็นร้อน : อิตาลี ดับโทษ เชือด อังกฤษ ผงาดแชมป์ ยูโร 2020 สมัยที่ 2

อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์ ยูโร 2020 ถึงประเทศอังกฤษหลังเสมอใน 120 นาที 1-1 ก่อนเอาชนะจุดโทษชี้ขาด 3-2 คว้าแชมป์มาครองเป็นสมัยที่สองหลังจากเคยคว้าทำได้สำเร็จในปี 1968

1. อิตาลี แก้เกมได้เฉียบขาด

ต้องบอกว่าหลังจาก อังกฤษ ออกนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 2 ทำให้ เกมของ อิตาลี ดูจะสั่นคลอนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยตลอด 45 นาทีแรกพวกเขาดูจะไม่สามารถสร้างความอันตรายให้กับแนวรับ สิงโตคำราม ได้เลย การต่อบอลอันแม่นยำที่เคยเป็นจุดเด่นนั้นแทบไม่มีให้เห็น ต้องใช้เพียงความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะในการเจาะหาโอกาสเข้าทำ

กระทั่งครึ่งเวลาหลัง มันชินี ตัดสินใจเร็วแก้เกมตั้งแต่ช่วงต้น แถมเป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยการเปลี่ยน 2 ตัวหลักตลอดทัวร์นาเมนต์อย่าง นิโก้ บาเรลลา กับ ซิโร อิมโมบิเล ที่เกมนี้โชว์ฟอร์มไม่ดีออกทันทีและปรับมาเน้นการเพลสซิงสูงตามที่พวกเขาถนัด ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างยอดเยี่ยมหลังจากนวดอยู่นานพวกเขาก็ตีเสมอได้สำเร็จพร้อมการดึงโมเมนตัมของเกมมาอยู่กับตัวด้วยการไล่บุกกดดันอย่างต่อเนื่องตลอด 120 นาทีนั่นเอง

2. เซาธ์เกต เน้นผลการแข่งขันมากเกินไป

เกมนี้ในช่วงต้นเกม อังกฤษ มาดีมาก ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าการวางหมากของพวกเขาได้ผลอย่างยอดเยี่ยมในการเล่นหลัง 3 และใช้วิงแบ็คเต้มเกมสูง เพราะแบ็คทั้ง 2 ฝั่งค่อนข้างโล่งไม่มีตัวประกบจึงขยับไปมาได้อย่างอิสระกระทั่งได้ประตูขึ้นนำเร็ว ตั้งแต่นาทีที่สอง

โดยช่วงเวลาที่เหลือ อังกฤษ พยายามเน้นครองบอลและแพ็คหลังให้เเน่นหนาจน อิตาลี ไม่สามารถเจาะเข้าทำได้เลย

แต่แล้วครึ่งหลัง อิตาลี แก้เกมมาเน้นเกมบุกไล้กดดันสูง แต่ขณะที่ เซาธ์เกต ยังคงให้ลูกทีมเน้นรับเต็มตัว จนเปอร์เซนต์การครองบอลบางช่วงห่างกันถึง 80-20 นั่นพิสูจให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความพยายามจะเล่นเกมรุกที่เคยทำได้ดีเหมือนช่วงต้นเกมเลย

แถมการอุดกับทีมอย่าง อิตาลี ก็เหมือนกับรอเวลาเสียประตูเท่านั้น และก็เป็นจริงพวกเขาถูกไล่มาเป็น 1-1 ในนาทีที่ 67 แถมโมเมนตัมยังไปอยู่กับฝั่งทีมเยือนแล้วจนกลายเป็นพวกเขาเองที่ตั้งเกมไม่ติดเลยในช่วงเวลาหลังจากนั้น

3. การใช้งานขุมกำลังที่มี ถูกตั้้งคำถาม

ยูโร 2020 ในครั้งนี้ อิตาลี เป็นทีมที่ใช้นักเตะคุ้มค่ามากที่สุดโดยใช้งานถึง 25 คนตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม แถม มันชินี ยังเด็ดขาดพอที่จะกล้าเป็นตัวหลักที่เล่นไม่ออกและส่งตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมและบ่อยครั้งมันออกจะเวิร์คจนทำให้ทีมดูมีตัวเลือกที่หลากหลายในการใช้งาน

ขณะที่ อังกฤษ แฟนบอลคงเห็นกันมาตั้งแต่เกมแรกว่า เซาธ์เกต มักจะสลับผู้เล่นอยู่ไม่กี่ตำแหน่งและส่วนใหญ่ก็จะใช้งานนักเตะหน้าเดิม ๆ มีหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้ลงสัมผัสสนามเลยแม้แต่วินาทีเดียว แถมการแก้เกมยังถูกตั้งคำถามอยู่บ่อย ๆ แบบว่า “เล่นดีเปลี่ยนออกเล่นกระจอกอยู่เต็ม”

เพราะหากดูรายชื่อบนม้านั่งพวกเขามีทั้ง แรชฟอร์ด ซานโช กรีลิช ซาก้า คาลเวิร์ต-เลวิน แถมยังมี ฟิล โฟเด้น ที่ไม่มีชื่อในเกมนี้อีก และที่สำคัญคือสตาร์เหล่านี้ล้วนแต่ได้ลงเล่นหลังนาทีที่ 70 แทบทุกเกม แถมบางคนยังได้รับโอกาสในช่วง 2-3 นาทีสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ

4. ซาก้า กลายเป็นแพะรับบาป

หลายคนตั้งคำถามถึงการให้เด็กอายุ 19 ปีมาเป็นผู้สังหารจุดโทษคนสุดท้าย แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องผิด แถมเจ้าตัวก็ยิงตรงกรอบเพียงแต่ ดอนนารุมมา ต่างหากที่สมควรได้รับคำชมว่าตัดสินใจได้เฉียบขาดในการเซฟลูกยิงได้ถึง 3 ครั้ง บางคนชี้ว่า ซาก้า ไม่เหมาะจะมายิงจุดโทษบ้าง ยังเด็กเกินไปบ้าง หรือทำไมไม่ให้ กรีลิช มายิงบ้าง

เรื่องนี้ต้องบอกว่าน่าเห็นใจดาวรุ่งจาก อาร์เซนอล ที่นอกจากจะโชคร้ายยิงไปติดเซฟแล้ว รุ่นพี่ 2 คนที่ว่าแน่นอน ๆ อย่าง แรชฟอร์ด กับ ซานโช ที่ออกมายิงก่อนยังพลาดไปทั้งหมด มันจึงไม่สมควรเลยที่จะมานั่งหาแพะมารับบาปในกรณีแบบนี้ เพราะการยิงลูกโทษชี้ขาดทุกคนมีโอกาสพลาดเหมือน ๆ กันหมด ไม่เว้นแม้แต่ซุเปอร์สตาร์อย่าง เมสซี หรือ โรนัลโด้ ก็เคยพลาดมาแล้วทั้งสิ้น

5. Football is coming to Rome

ก่อนเกมแฟนบอลจากอังกฤษหลายคนเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสทองที่เหมาะสมที่สุดที่ พลพรรคทรีไลออน จะคว้าแชมป์รายการนี้มาครองเป็นสมัยแรกเสียที ทั้งการได้เล่นในบ้าน การได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ รวมถึงสภาพความพร้อมของทีมและผลงานก่อนหน้านี้

จนถึงขนาดออกตัวด้วยการประกาศกร้าวว่า “Football is coming home” กันตั้งแต่ก่อนรอบ 4 ทีมสุดท้ายเสียอีก กระทั่งวันนี้ อิตาลี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเหนือกว่า และเหมาะสมกว่าในการเป็นผู้ครอบครองถ้วยแชมป์เจ้าแห่งทวีปยุโรป

จนกลายเป็นว่า ณ ตอนนี้ It’s coming to Rome แทนเป็นที่เรียบร้อย และนับเป็นหนที่สองในประวัติศาสตร์แดนมักกะโรนีที่คว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ต่อจากปี 1968

มูรินโญ่ฟันธงอังกฤษ-อิตาลีทีมไหนจะคว้าแชมป์ยูโร

โชเซ่ มูรินโญ่ ฟันธง อังกฤษ หรือ อิตาลี จะเป็นผู้ชนะในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 วันอาทิตย์นี้

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือคนใหม่ของ อาแอส โรม่า เชื่อว่า ทีมชาติอังกฤษ จะคว้าแชมป์ ยูโร 2020 ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะทีมชาติอิตาลี ในนัดชิงชนะเลิศ ที่สนาม เวมบลีย์ ในกรุงลอนดอน คืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมนี้ (02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

    เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกส ซึ่งมาทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้กับ เดอะ ซัน และ ทอล์คสปอร์ต สื่อเมืองผู้ดี แสดงความเห็นว่า “ผมคิดว่า อังกฤษ จะคว้าแชมป์ การได้รองแชมป์ไม่เพียงพอสำหรับพวกเขา”

    “อังกฤษ จะได้เล่นในบ้าน อย่างที่พวกคุณรู้ คุณต้องคว้าแชมป์ให้ได้ และหาก อังกฤษ ไม่ได้แชมป์ ผมก็คิดว่า มันจะเป็นเรื่องน่าผิดหวังสองเท่า” อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี เผย

พร้อมกันนี้ มูรินโญ่ ยังมองว่า ฟอร์มการเล่นของ อังกฤษ ที่กลับมาแซงชนะ เดนมาร์ก 2-1 ในรอบรองชนะเลิศ หลังโดนยิงนำไปก่อน แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งในตัวลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต

    “พวกเขาเข้าใกล้แชมป์มากๆ แล้ว มันเหลืออีกแค่นัดเดียวเท่านั้น พวกเขาสามารถรับมือกับความกดดันได้ พวกเขาตามหลัง เดนมาร์ก 0-1 แล้วมีปฎิกิริยาตอบสนองที่แข็งแกร่งมากๆ” มูรินโญ่ ทิ้งท้าย

“ฟุตบอลกำลังจะกลับบ้าน!สรุปผลงาน 4 ทีมลุยรอบตัดเชือกศึกยูโร2020 “

ศึกลูกหนัง ยูโร 2020 เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศเรียบร้อย

1 สเปน (แชมป์ 3 สมัย : ปี 1964, 2008 และ 2012)

อิตาลี (แชมป์ 1 สมัย : ปี 1968)

เดนมาร์ก (แชมป์ 1 สมัย : ปี 1992)

4 อังกฤษ 

สำหรับรอบตัดเชือกได้มีการประกบคู่ออกมาเป็นที่เรียบร้อย และแน่นอนว่า บิ๊กแมตช์อยู่ที่การดวลกันระหว่างทีม “อัซซูร์รี่” และ “กระทิงดุ” ซึ่งเกมรอบรองฯ ทั้งสองแมตช์ จะฟาดแข้งกันที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 

 6 กรกฎาคม 
– อิตาลี VS สเปน

 7 กรกฎาคม 
– อังกฤษ VS เดนมาร์ก

เกาะติดสนามวันนี้พามาดู คู่ อังกฤษ-เยอรมนี

การแข่งขัน : [ ยูโร 2020 ] อังกฤษ VS เยอรมนี

เวลาแข่ง : วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2564 22:59 TRUE HD ถ่ายทอดสด

อังกฤษ
เจ้าถิ่นทีมชาติอังกฤษของผู้จัดการทีม แกเร็ธ เซาธ์เกต คว้าแชมป์กลุ่ม ดี ด้วยการหวดเพียง 2 ประตูจาก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง คนเดียวทั้ง 2 ลูก แต่ยังไม่เสียประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ พร้อมฟอร์มที่ดีทีเดียวของ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงกัปตันทีม แม้ยังไร้สกอร์ และได้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ หายเจ็บกลับมาลงสนามแล้ว รวมทั้ง เมสัน เมาท์ กับ เบน ชิลเวลล์ พ้นการกักตัวเฝ้าระวังติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับมาร่วมทีม
การจัดทัพอาจเปลี่ยนแผนจาก 4-2-3-1 มาเล่น 3-4-3 มี แฮร์รี่ แม็กไกวร์, จอห์น สโตนส์ และ ไคล์ วอล์คเกอร์ ยืนเป็น 3 กองหลัง ส่วนคู่มิดฟิลด์ยังใช้งาน เดคลาน ไรซ์ กับ คัลวิน ฟิลลิปส์ และมี คีแรน ทริปเปียร์ กับ ลุค ชอว์ เป็นวิงแบ็กขวา-ซ้าย และ 3 แนวรุกวาง แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง และ เมสัน เมาท์ พร้อมมี แจ็ค กรีลิช, ฟิล โฟเด้น, มาร์คัส แรชฟอร์ด, โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน, รีซ เจมส์, เจดอน ซานโช่, บูกาโย่ ซาก้า และ จู๊ด เบลลิงแฮม เป็นตัวสอดแทรก

เยอรมนี
ทีมชาติเยอรมนีเอาตัวรอดจากกรุ๊ป ออฟ เดธ แบบหวุดหวิดหลังต้องไล่ตามตีเสมอฮังการีสองครั้งสองคราในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย แต่ยังเพียงพอเข้าป้ายรองแชมป์กลุ่ม เอฟ พร้อมการกลับมาจากอาการบาดเจ็บ พร้อมประตูสำคัญในเกมล่าสุดของ เลออน โกเร็ทซ์ก้า และฟอร์มโดเด่นของ ไค ฮาแวร์ทซ์ แมตช์นี้บุนเดสเทรนเนอร์ โยอัคคิม เลิฟ ต้องเช็คความฟิตของ อิลคาย กุนโดกัน กับ ลูคัส คลอสเตอร์มันน์
ทำให้การจัดทีมตามแผน 3-4-3 เตรียมปรับทัพ 2 ตำแหน่งด้วยการส่ง โธมัส มุลเลอร์ กลับมาฟิตสมบูรณ์แล้วหลังเป็นเพียงตัวสำรองในนัดล่าสุด กับ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ลงประจำตำแหน่งพร้อม โทนี่ โครส, โยชัว คิมมิช, แซร์ก นาบรี้, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, โรบิน โกเซนส์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ โดยมี ติโม แวร์เนอร์, เลรอย ซาเน่, เอ็มเร่ ชาน, เควิน โฟลลันด์, นิคลาส ซูเล่, มาร์เซล ฮัลส์เทนแบร์ก, ฟลอเรียน นอยเฮาส์ และ จามาล มูเซียล่า เป็นกำลังสำรอง

อังกฤษ
อังกฤษ (3-4-3) : จอร์แดน พิ๊คฟอร์ด – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์ – คีแรน ทริปเปียร์, เดคลาน ไรซ์, คัลวิน ฟิลลิปส์, ลุค ชอว์ – เมสัน เมาท์, ราฮีม สเตอร์ลิง, แฮร์รี่ เคน

เยอรมนี
เยอรมนี (3-4-3) : มานูเอล นอยเออร์ – มาธิอัส กินเทอร์, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, อันโตนิโอ รูดิเกอร์ – โยชัว คิมมิช, โทนี่ โครส, เลออน โกเร็ทซ์ก้า, โรบิน โกเซนส์ – โธมัส มุลเลอร์, แซร์ก นาบรี้, ไค ฮาแวร์ทซ์

อังกฤษ ทีมอันดับ 1 จากกลุ่มดี จะพบกับ เยอรมนี ทีมอันดับ 2 จากกลุ่มเอฟ โดยเกมนี้อังกฤษกุมความได้เปรียบด้านสนาม เมื่อได้เล่นในบ้านตัวเอง ผลงานในรอบที่ผ่านมานั้นยังไม่ร้อนแรงมากนักแต่ก็ยังไม่แพ้ใคร ชนะมา 2 เสมอ 1 ส่วนทางเยอรมนี ผลงานในรอบที่ผ่านมาก็ยังไม่แน่นอน นัดล่าสุดเกือบทำให้ตกรอบด้วย โดยชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 แต่จากสถิติที่เคยพบกันมานั้นเป็นเยอรมนีที่ทำได้ดีกว่า เรทราคาเปิดมาให้อังกฤษต่อเสมอควบครึ่ง คิดว่าเกมนี้น่าเสมอกันในเวลาปกติ รองเยอรมนีไปดีกว่าครับ

#เฮียสองรองสนาม 

ผลที่คาด : 0-1  เยอรมนีชนะเข้ารอบต่อไป

เกาะติดสนามวันนี้พามาดู คู่ โครเอเชีย-สเปน

การแข่งขัน : [ ยูโร 2020 ] โครเอเชีย VS สเปน

เวลาแข่ง : วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2564 22:59 TRUE HD ถ่ายทอดสด

โครเอเชีย

กุนซือ ซลัทโก้ ดาลิช ต้อประเมินความฟิต บอร์นา บาริซิช แบ็กซ้ายจากเรนเจอร์ส หากไม่ไหวต้องส่ง ยอสโก้ กวาร์เดียล ลงทำหน้าที่แทนต่อเนื่อง ขณะที่ตำแหน่งคู่ซ็นเตอร์ยังคงเป็น เดยัน ลอฟเรน ปักหลักกับ โดมากอย วิด้า โดยมี 3 ตัวดังอย่าง ลูก้า โมดริช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ มาเตโอ โควาซิช ประสานงานร่วมกนตรง ส่วนหน้าที่การทำประตูปล่อยให้ นิโคลา วลาซิช, บรูโน่ เพ็ตโควิช และ อิวาน เปริซิช รับผิดชอบไป

สเปน

ฝั่ง หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือสเปน น่าจะยึดตัวหลักจากชุดถล่ม สโลวาเกีย 5-0 ลงสนามต่อเนื่อง นำโดย เซร์คิโอ บุสเกตส์ กองกลางตัวสำคัญ ขนาบด้วย เปดรี้ และ โกเก้ ส่งผลให้ ติอาโก้ อัลคันทาร่า จอมทัพลิเวอร์พูล ยังคงนั่งสำรองเหมือนเดิม ขณะที่แดนหน้าคาดว่า อัลบาโร่ โมราต้า ยังคงเป็นตัวยืน ประสานงานกับ ปาโบล ซาราเบีย และ ดานี่ โอลโม่ ส่วน เฟร์ราน ตอร์เรส ก็พร้อมสอดแทรก

โครเอเชีย (4-3-3) : โดมินิค ลิวาโควิช – ซิเม่ เวอร์ซัลย์โก้, โดมากอย วิด้า, เดยัน ลอฟเรน, ยอสโก้ กวาร์เดียล – ลูก้า โมดริช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, มาเตโอ โควาซิช – นิโคลา วลาซิช, บรูโน่ เพ็ตโควิช, อิวาน เปริซิช

สเปน (4-3-3) : อูไน ซิมง – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อายเมริค ลาปอร์ต, ปาอู ตอร์เรส, ฆอร์ดี้ อัลบา – โกเก้, เซร์ฆิโอ บุสเกตส์, โรดรี้ – ปาโบล ซาราเบีย, อัลบาโร่ โมราต้า, ดานี่ โอลโม่

ว่ากันตามหลักจิตวิทยาในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ ต้องบอกว่า สเปน น่าสนใจมาก หลังจากผ่านเข้ารอบมาแบบต้องลุ้นในเกมสุดท้าย แถมระเบิดฟอร์มเยี่ยม แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเค้นฟอร์มเก่งถูกที่ถูกเวลา และน่าจะต่อยอดผลงานแบบนั้นไปได้เรื่อยๆ ซึ่งทีมที่จะไปไกลในการแข่งขันรายการแบบนี้มักจะเป็นทีมแบ[“กระทิงดุ” ซึ่งค่อยๆพัฒนาผลงาน มีตัวอย่างให้เห็นจากเดนมาร์ก เมื่อคืนนี้จากเดิมเกือบตกรอบกระทั่งผ่านเข้ารอบก่อนรองด้วยการถล่ม เวลส์ กระเจิง4-0จึงไม่แปลกหากแชมป์ยูโร 2012 จะทำได้บ้าง ประกอบกับคู่แข่งอย่างโครเอเชีย ไม่มีอะไรให้ประทับใจนักจากฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่ม ล่าสุดอาจไล่ต้อน สกอตแลนด์ 3-1 แต่เข้าใจกันดีว่าชั้นเชิงของสกอตฯ ไม่ดีพอจะต่อกรกับใคร นอกจากนั้นว่ากันตามคุณภาพนักเตะก็เห็นจะมีดีแค่แดนกลาง ขณะที่กองหลังกับกอหน้าเป็นนักเตะเกรดบีถึงซี ถึงแม้ อิวาน เปริซิช พอขู่แนวรับคู่แข่งได้ ทว่าอายุก็ค่อนข้างมาก จนเลยจุดพีคแล้ว ผิดกับสเปน ที่ยังคงเอกลักษณ์ทรงการเล่นของตัวเองเอาไว้ เช่นเดียวกับความสามารถเฉพาะตัวก็สอบผ่านทุกราย ดังนั้นมาตรฐาน “กระทิงดุ” อาจไม่ดุดันเหมือนเดิม ทว่าก็ยังดูดีกว่า “ตาหมากรุก” ที่เหมือนขาลงมากกว่า อีกทั้งสเปนเข้ารอบมาแบบค่อยยกระดับฟอร์ม ซึ่งเหมาะกับทีมที่จะประสบความสำเร็จในบอลทัวร์นาเมนต์ ราคา 1 ลูกวางบอลต่อ สเปย ย่าเบียดชนะในเวลาปกติไปได้

#เฮียสองรองสนาม 

ผลที่คาด : 2-1  สเปน ชนะ