แข้งดังแต่ฟอร์มดับ!ทีมยอดแย่ ยูโร 2020

ทีมยอดแย่ประจำทัวร์นาเมนต์ ยูโร 2020 ประกอบไปด้วยบรรดาผู้เล่นระดับสตาร์ดังหลายคน บางรายทำผลงานได้ดีเลิศกับสโมสร แต่กับรายการนี้กลับฟอร์มดับ ไม่สามารถทำผลงานได้ประทับใจ

1.ผู้รักษาประตู : มานูเอล นอยเออร์ (เยอรมนี)

ไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยสักนัด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นแนวรับของ “อินทรีเหล็ก” ที่ไม่เหนียวแน่นเหมือนก่อน 4 เกมโดนเจาะประตูไป 7 ลูก

 2.กองหลัง : แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ (ฝรั่งเศส)

แบ็กเลือดน้ำหอมที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2018 แต่มารายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป มาตรฐานที่ ปาวาร์ เคยทำไว้ตกลงอย่างชัดเจน

3.กองหลัง : รูเบน ดิอาส (โปรตุเกส)

เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ พรีเมียร์ลีก แต่ฟอร์มในเกมทีมชาติสำหรับรายการนี้ ดิอาส ไม่สามารถดึงฟอร์มเก่งจากที่เล่นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้

4.กองหลัง : มัทไตจ์ส เดอ ลิกต์ (เนเธอร์แลนด์)
    จุดด่างพร้อยคือนัดเจอกับ สาธารณรัฐเช็ก ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยที่ เดอ ลิกต์ โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เนเธอร์แลนด์ จอดป้ายแค่รอบนี้
5.กองหลัง : เนลซอน เซเมโด้ (โปรตุเกส)
    เกมกับ เยอรมนี โดนเจาะจนเป็นบ่อน้ำมัน เรื่องเกมรับไม่สามารถช่วยทีมได้เลย 
6.กองกลาง : ฮาคาน ชาลาโนกลู (ตุรกี)
    ตุรกี ถูกคาดหวังว่าจะเป็นม้ามือในรายการนี้ แต่ตลอด 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาไม่สามารถสร้างผลงานน่าประทับใจได้เลย โดยในรายของ ชาลาโนกลู ก็ไม่สามารถปั้นเกมได้ดั่งที่ทำไว้กับ เอซี มิลาน
 7.กองกลาง : บรูโน่ แฟร์นันด์ส (โปรตุเกส)
    เป็นอีกหนึ่งแข้งที่ฟอร์มกับสโมสรโดดเด่นสุดๆ และเป็นอีกหนึ่งตัวความหวังของทีมชาติ อย่างไรก็ตาม บรูโน่ แทบเล่นไม่ออกเลยสักนัดจนกระทั่งถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง
8.กองกลาง : เอแด็น อาซาร์ (เบลเยี่ยม)
    เจออาการบาดเจ็บเล่นงาน ช่วงแรกไม่ได้ถูกส่งเป็นตัวจริง และพอได้โอกาสก็มีอาการบาดเจ็บ ถึงตอนนี้ อาซาร์ ไม่ใช่ตัวความหวังของ เบลเยี่ยม อีกต่อไปแล้ว
9.กองหน้า : แซร์จ นาบรี้ (เยอรมนี)
    โยอาคิม เลิฟ ไว้ใจให้แข้งจาก บาเยิร์น มิวนิค รายนี้ยืนเป็นตัวล่าสกอร์ แต่จนแล้วจนรอด นาบรี้ ก็ไม่สามารถตอบแทนความไว้ใจได้ โดยไม่มีประตูมาฝากแม้แต่ลูกเดียว
10. กองหน้า : บูรัค ยิลมาซ (ตุรกี)
    ฟอร์มกับสโมสร ยิลมาซ ยิงระเบิดจนพา ลีลล์ คว้าแชมป์ลีกเอิง และแน่นอนการมาเล่น ยูโร รอบสุดท้ายครั้งนี้ เขาคือความหวังของ ตุรกี แม้อายุอานามล่วงเลยไป 35 ปี
    อย่างไรก็ตาม จากโอกาสส่องไก 9 ครั้งของเขา ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นประตูได้เลยสักครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยิลมาซ ไม่ได้มีคนมาสนับสนุนที่ดีสักเท่าไหร่
11.กองหน้า : คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ (ฝรั่งเศส)
    ตัวเต็งคว้าดาวซัลโว, ตัวเต็งแข้งยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ได้ใกล้เคียงที่จะเป็นแบบที่กล่าวมาเลย 
    ดาวยิง เปแอสเช จบทัวร์นาเมนต์ด้วยการทำประตูไม่ได้เลย แถมช่วงยิงจุดโทษ เขาก็ยิงพลาดจน ฝรั่งเศส ไปได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

เก็บตกประเด็นร้อน : อิตาลี ดับโทษ เชือด อังกฤษ ผงาดแชมป์ ยูโร 2020 สมัยที่ 2

อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์ ยูโร 2020 ถึงประเทศอังกฤษหลังเสมอใน 120 นาที 1-1 ก่อนเอาชนะจุดโทษชี้ขาด 3-2 คว้าแชมป์มาครองเป็นสมัยที่สองหลังจากเคยคว้าทำได้สำเร็จในปี 1968

1. อิตาลี แก้เกมได้เฉียบขาด

ต้องบอกว่าหลังจาก อังกฤษ ออกนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 2 ทำให้ เกมของ อิตาลี ดูจะสั่นคลอนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยตลอด 45 นาทีแรกพวกเขาดูจะไม่สามารถสร้างความอันตรายให้กับแนวรับ สิงโตคำราม ได้เลย การต่อบอลอันแม่นยำที่เคยเป็นจุดเด่นนั้นแทบไม่มีให้เห็น ต้องใช้เพียงความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะในการเจาะหาโอกาสเข้าทำ

กระทั่งครึ่งเวลาหลัง มันชินี ตัดสินใจเร็วแก้เกมตั้งแต่ช่วงต้น แถมเป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยการเปลี่ยน 2 ตัวหลักตลอดทัวร์นาเมนต์อย่าง นิโก้ บาเรลลา กับ ซิโร อิมโมบิเล ที่เกมนี้โชว์ฟอร์มไม่ดีออกทันทีและปรับมาเน้นการเพลสซิงสูงตามที่พวกเขาถนัด ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างยอดเยี่ยมหลังจากนวดอยู่นานพวกเขาก็ตีเสมอได้สำเร็จพร้อมการดึงโมเมนตัมของเกมมาอยู่กับตัวด้วยการไล่บุกกดดันอย่างต่อเนื่องตลอด 120 นาทีนั่นเอง

2. เซาธ์เกต เน้นผลการแข่งขันมากเกินไป

เกมนี้ในช่วงต้นเกม อังกฤษ มาดีมาก ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าการวางหมากของพวกเขาได้ผลอย่างยอดเยี่ยมในการเล่นหลัง 3 และใช้วิงแบ็คเต้มเกมสูง เพราะแบ็คทั้ง 2 ฝั่งค่อนข้างโล่งไม่มีตัวประกบจึงขยับไปมาได้อย่างอิสระกระทั่งได้ประตูขึ้นนำเร็ว ตั้งแต่นาทีที่สอง

โดยช่วงเวลาที่เหลือ อังกฤษ พยายามเน้นครองบอลและแพ็คหลังให้เเน่นหนาจน อิตาลี ไม่สามารถเจาะเข้าทำได้เลย

แต่แล้วครึ่งหลัง อิตาลี แก้เกมมาเน้นเกมบุกไล้กดดันสูง แต่ขณะที่ เซาธ์เกต ยังคงให้ลูกทีมเน้นรับเต็มตัว จนเปอร์เซนต์การครองบอลบางช่วงห่างกันถึง 80-20 นั่นพิสูจให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความพยายามจะเล่นเกมรุกที่เคยทำได้ดีเหมือนช่วงต้นเกมเลย

แถมการอุดกับทีมอย่าง อิตาลี ก็เหมือนกับรอเวลาเสียประตูเท่านั้น และก็เป็นจริงพวกเขาถูกไล่มาเป็น 1-1 ในนาทีที่ 67 แถมโมเมนตัมยังไปอยู่กับฝั่งทีมเยือนแล้วจนกลายเป็นพวกเขาเองที่ตั้งเกมไม่ติดเลยในช่วงเวลาหลังจากนั้น

3. การใช้งานขุมกำลังที่มี ถูกตั้้งคำถาม

ยูโร 2020 ในครั้งนี้ อิตาลี เป็นทีมที่ใช้นักเตะคุ้มค่ามากที่สุดโดยใช้งานถึง 25 คนตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม แถม มันชินี ยังเด็ดขาดพอที่จะกล้าเป็นตัวหลักที่เล่นไม่ออกและส่งตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมและบ่อยครั้งมันออกจะเวิร์คจนทำให้ทีมดูมีตัวเลือกที่หลากหลายในการใช้งาน

ขณะที่ อังกฤษ แฟนบอลคงเห็นกันมาตั้งแต่เกมแรกว่า เซาธ์เกต มักจะสลับผู้เล่นอยู่ไม่กี่ตำแหน่งและส่วนใหญ่ก็จะใช้งานนักเตะหน้าเดิม ๆ มีหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้ลงสัมผัสสนามเลยแม้แต่วินาทีเดียว แถมการแก้เกมยังถูกตั้งคำถามอยู่บ่อย ๆ แบบว่า “เล่นดีเปลี่ยนออกเล่นกระจอกอยู่เต็ม”

เพราะหากดูรายชื่อบนม้านั่งพวกเขามีทั้ง แรชฟอร์ด ซานโช กรีลิช ซาก้า คาลเวิร์ต-เลวิน แถมยังมี ฟิล โฟเด้น ที่ไม่มีชื่อในเกมนี้อีก และที่สำคัญคือสตาร์เหล่านี้ล้วนแต่ได้ลงเล่นหลังนาทีที่ 70 แทบทุกเกม แถมบางคนยังได้รับโอกาสในช่วง 2-3 นาทีสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ

4. ซาก้า กลายเป็นแพะรับบาป

หลายคนตั้งคำถามถึงการให้เด็กอายุ 19 ปีมาเป็นผู้สังหารจุดโทษคนสุดท้าย แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องผิด แถมเจ้าตัวก็ยิงตรงกรอบเพียงแต่ ดอนนารุมมา ต่างหากที่สมควรได้รับคำชมว่าตัดสินใจได้เฉียบขาดในการเซฟลูกยิงได้ถึง 3 ครั้ง บางคนชี้ว่า ซาก้า ไม่เหมาะจะมายิงจุดโทษบ้าง ยังเด็กเกินไปบ้าง หรือทำไมไม่ให้ กรีลิช มายิงบ้าง

เรื่องนี้ต้องบอกว่าน่าเห็นใจดาวรุ่งจาก อาร์เซนอล ที่นอกจากจะโชคร้ายยิงไปติดเซฟแล้ว รุ่นพี่ 2 คนที่ว่าแน่นอน ๆ อย่าง แรชฟอร์ด กับ ซานโช ที่ออกมายิงก่อนยังพลาดไปทั้งหมด มันจึงไม่สมควรเลยที่จะมานั่งหาแพะมารับบาปในกรณีแบบนี้ เพราะการยิงลูกโทษชี้ขาดทุกคนมีโอกาสพลาดเหมือน ๆ กันหมด ไม่เว้นแม้แต่ซุเปอร์สตาร์อย่าง เมสซี หรือ โรนัลโด้ ก็เคยพลาดมาแล้วทั้งสิ้น

5. Football is coming to Rome

ก่อนเกมแฟนบอลจากอังกฤษหลายคนเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสทองที่เหมาะสมที่สุดที่ พลพรรคทรีไลออน จะคว้าแชมป์รายการนี้มาครองเป็นสมัยแรกเสียที ทั้งการได้เล่นในบ้าน การได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ รวมถึงสภาพความพร้อมของทีมและผลงานก่อนหน้านี้

จนถึงขนาดออกตัวด้วยการประกาศกร้าวว่า “Football is coming home” กันตั้งแต่ก่อนรอบ 4 ทีมสุดท้ายเสียอีก กระทั่งวันนี้ อิตาลี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเหนือกว่า และเหมาะสมกว่าในการเป็นผู้ครอบครองถ้วยแชมป์เจ้าแห่งทวีปยุโรป

จนกลายเป็นว่า ณ ตอนนี้ It’s coming to Rome แทนเป็นที่เรียบร้อย และนับเป็นหนที่สองในประวัติศาสตร์แดนมักกะโรนีที่คว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ต่อจากปี 1968

มูรินโญ่ฟันธงอังกฤษ-อิตาลีทีมไหนจะคว้าแชมป์ยูโร

โชเซ่ มูรินโญ่ ฟันธง อังกฤษ หรือ อิตาลี จะเป็นผู้ชนะในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 วันอาทิตย์นี้

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือคนใหม่ของ อาแอส โรม่า เชื่อว่า ทีมชาติอังกฤษ จะคว้าแชมป์ ยูโร 2020 ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะทีมชาติอิตาลี ในนัดชิงชนะเลิศ ที่สนาม เวมบลีย์ ในกรุงลอนดอน คืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมนี้ (02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

    เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกส ซึ่งมาทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้กับ เดอะ ซัน และ ทอล์คสปอร์ต สื่อเมืองผู้ดี แสดงความเห็นว่า “ผมคิดว่า อังกฤษ จะคว้าแชมป์ การได้รองแชมป์ไม่เพียงพอสำหรับพวกเขา”

    “อังกฤษ จะได้เล่นในบ้าน อย่างที่พวกคุณรู้ คุณต้องคว้าแชมป์ให้ได้ และหาก อังกฤษ ไม่ได้แชมป์ ผมก็คิดว่า มันจะเป็นเรื่องน่าผิดหวังสองเท่า” อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี เผย

พร้อมกันนี้ มูรินโญ่ ยังมองว่า ฟอร์มการเล่นของ อังกฤษ ที่กลับมาแซงชนะ เดนมาร์ก 2-1 ในรอบรองชนะเลิศ หลังโดนยิงนำไปก่อน แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งในตัวลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต

    “พวกเขาเข้าใกล้แชมป์มากๆ แล้ว มันเหลืออีกแค่นัดเดียวเท่านั้น พวกเขาสามารถรับมือกับความกดดันได้ พวกเขาตามหลัง เดนมาร์ก 0-1 แล้วมีปฎิกิริยาตอบสนองที่แข็งแกร่งมากๆ” มูรินโญ่ ทิ้งท้าย

“ฟุตบอลกำลังจะกลับบ้าน!สรุปผลงาน 4 ทีมลุยรอบตัดเชือกศึกยูโร2020 “

ศึกลูกหนัง ยูโร 2020 เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศเรียบร้อย

1 สเปน (แชมป์ 3 สมัย : ปี 1964, 2008 และ 2012)

อิตาลี (แชมป์ 1 สมัย : ปี 1968)

เดนมาร์ก (แชมป์ 1 สมัย : ปี 1992)

4 อังกฤษ 

สำหรับรอบตัดเชือกได้มีการประกบคู่ออกมาเป็นที่เรียบร้อย และแน่นอนว่า บิ๊กแมตช์อยู่ที่การดวลกันระหว่างทีม “อัซซูร์รี่” และ “กระทิงดุ” ซึ่งเกมรอบรองฯ ทั้งสองแมตช์ จะฟาดแข้งกันที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 

 6 กรกฎาคม 
– อิตาลี VS สเปน

 7 กรกฎาคม 
– อังกฤษ VS เดนมาร์ก